วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

ทฤษฎีบุคลิกภาพของฟรอมม์ อีริคฟอมม์ (Erich Fromm)



ทฤษฎีบุคลิกภาพของฟรอมม์ อีริคฟอมม์ (Erich Fromm)




อีริค ฟรอมม์ เกิดปี 1900 ณ เมืองแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี พ่อของเขาเป็นนักธุรกิจ จากคำบอกเล่าของเขาพ่อของเขาค่อนข้างจะเป็นคนเจ้าอารมณ์. แม่ของเขามักจะมีอารมณ์ซึมเศร้าบ่อยๆ หรืออีกนัยหนึ่ง วัยเด็กของเขาจึงดูไม่มีความสุขนัก เช่นเดียวกับจุง อีริคมาจากครอบครัวที่เคร่งศาสนา แต่กรณีของเขาเป็นยิวที่นับถือคริสต์นิกายออโธด็อกซ์  ตัวฟรอมม์เองต่อมาเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า ผู้วิเศษที่ไม่เชื่อในพระเจ้า(atheistic mystic)

ประวัติโดยสรุป  

เขาจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ในปี 1922 และเริ่มทำงานครั้งแรกเป็นนักจิตบำบัด. ในปี 1934 อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวเยอรมันจำนวนมากย้ายออกจากเยอรมันนี ตัวเขาเองได้ย้ายไปสหรัฐ โดยได้ตั้งรกรากที่เมืองนิวยอร์ก อันเป็นที่ซึ่งเขาได้พบกับนักคิดหลายคนซึ่งเป็นชาวอพยพมารวมกันอยู่ที่นี่ รวมถึง คาเรน ฮอร์นายซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่ที่เกี่ยวพันกับเขาในหลายๆด้าน ในช่วงท้ายของชีวิต เขาย้ายไปสอนหนังสือที่แม็กซิโกซิตี้ เขาได้ทำงานวิจัยที่น่าสนใจหลายชิ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจกับบุคลิกภาพแบบต่างๆ  เขาเสียชีวิตในปี 1980 ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ทฤษฎี

            ทฤษฎีของฟรอมม์ค่อนข้างจะอิงกับทฤษฎีของฟรอยด์และมาร์ค เนื่องจากฟรอยด์ เน้นเรื่องจิตไร้สำนึก แรงขับทางชีวภาพความเก็บกด และอื่นๆ หรืออีกนัยหนึ่ง ฟรอยด์มองว่า บุคลิกภาพของเราถูกกำหนดโดยชีววิทยาตรงกันข้าม มาร์คซ์ถูกกำหนดโดยสังคมของเขาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจ.
เขาได้ผสมผสานระบบที่เป็นตัวกำหนดสองตัวที่มีแตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกัน  แนวคิดเกี่ยวกับเสรีภาพ (freedom) เขามองว่าบุคคลสามารถอยู่เหนือตัวกำหนดทั้งที่อยู่ในทฤษฎี ทฤษฎีของฟรอยด์และมาร์ค  ฟรอมม์ทำให้เสรีภาพเป็นคุณลักษณะศูนย์ของธรรมชาติมนุษย์



ฟรอมม์อธิบายว่า คนเราจะหลีกหนีจากการมีเสรีภาพ(Escape from freedom) ใน 3 ลักษณะคือ

             1. เผด็จการ(Authoritarianism) เราจะหลีกเลี่ยงจากเสรีภาพโดยการหลอมรวมตนเองเข้าเป็นกับคนอื่นๆ โดยการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเผด็จการ)อย่างเช่น สังคมในยุคกลาง วิธีนี้กระทำได้ใน 2 ลักษณะ อย่างแรก คือยอมรับอำนาจของผู้อื่น เป็นฝ่ายอ่อนน้อมยอมตาม อีกลักษณะหนึ่งคือ เอาตนเองศูนย์กลางอำนาจ และบังคับให้ผู้อื่นอยู่ในอำนาจของตน แต่ไม่ว่าทางใด คุณก็เป็นคนที่หลีกหนีจากอัตลักษณ์เฉพาะแห่งตน
          2. การทำลาย (Destructiveness) พวกเผด็จการนิยมจะตอบสนองต่อชีวิตที่เจ็บปวดด้วยการทำร้ายตนเองในทำนองว่า: ดูสิ ถ้าไม่ฉันอยู่เสียแล้ว จะมีอะไรทำร้ายฉันได้มั๊ย?ส่วนพวกอื่นจะตอบสนองต่อความเจ็บปวดโดยการต่อต้านโลก: ถ้าฉันทำลายโลกพังย่อยยับแล้ว ดูสิว่ามันจะทำร้ายฉันได้มั๊ยการหลีกเลี่ยงจากเสรีภาพแบบนี้ อยู่ในรูปของสิ่งเลวร้ายในชีวิตอันไม่น่าพึงปรารถนาในลักษณะต่างๆ การทำลายทรัพย์สิน(vandalism),การสร้างความอัปยศอดสูให้ผู้อื่น(humiliation), การจอล้างจองผลาญอาชญากรผู้ก่อการร้าย
           3. การทำตัวกลมกลืนโดยอัตโนมัติ (Automaton conformity) พวกเผด็จการนิยมจะหลีกเลี่ยงการมีเสรีภาพโดยการซ่อนอยู่ภายใต้ชนชั้นเผด็จการ แต่สังคมเน้นคุณภาพ จึงมีชนชั้นที่จะให้ซ่อนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (แม้ว่า ความมั่งคั่งจะมีอยู่มากมายสำหรับใครก็ตามที่ต้องการมัน แต่บางคนก็ไม่ต้องการมัน). เมื่อเราต้องการที่จะหลบซ่อน เราจะหันไปซ่อนในวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)แทน เมื่อฉันต้องแต่งตัวในตอนเช้า มีหลายหลายที่ฉันต้องตัดสินใจ แต่เมื่อฉันใคร่ครวญว่า ฉันกำลังจะสวมใส่อะไร ความคับข้องใจของฉันก็อันตรธานไปทันใด. แม้กระทั่งเวลาที่ฉันดูโทรทัศน์ รายการอย่างเช่น รายการพยากรณ์ชีวิตจะบอกฉันอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ถ้าฉันมีความคิดเห็น พูด คิด รู้สึกเหมือนคนอื่นๆในสังคม เมื่อนั้น ฉันจะจางหายไปในฝูงชน และฉันไม่จำเป็นต้องรู้ถึงเสรีภาพและความรับผิดชอบของฉัน พวกตัวกลมกลืนโดยอัตโนมัติจึงเป็นของคู่กับกับพวกนิยมเผด็จการ

ฟรอมม์ก็เหมือนกับหลายคนที่เชื่อว่า มนุษย์มีความต้องการมากกว่าความต้องการทางกายซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐาน ซึ่งฟรอยด์และนักพฤติกรรมนิยมและนักคิดใช้อธิบายถึงพฤติกรรมมนุษย์ ฟรอมม์เรียกว่า ความต้องการของมนุษย์ (human needs)
          1. ความสัมพันธ์ (Relatedness)
           ในฐานะที่เป็นมนุษย์ พวกเราตระหนักดีว่าความเป็นแปลกแยกระหว่างเราและคนอื่นและพยายามที่จะเอาชนะ. ฟรอมม์เรียกว่าต้องการผูกพัน (need for relatedness) และมองว่าความรักคือ ความรู้สึกที่กว้างที่สุด
          2. การสร้างสรรค์ (Creativity)
          ฟรอมม์เชื่อว่า พวกเราต้องการที่จะเอาชนะ อยู่เหนือ(transcend) ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ของเราความรู้สึกว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใครสักคนสร้างขึ้นมา เราต้องการที่จะเป็นผู้สร้าง การสร้างสรรค์สามารถทำได้หลายรูปแบบ เราให้กำเนิดลูกหลาน ปลูกพืช สร้างภาชนะ วาดภาพ เขียนหนังสือ และรักคนอื่น การสร้างสรรค์ แท้จริงแล้วก็ คือ การแสดงความรัก
          3. การมีสังกัด (Rootedness)
          พวกเราต้องการมีสังกัดเราต้องการที่จะรู้สึกว่าทุกแห่งเป็นเสมือนบ้านของเรา แม้กระนั้น ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราก็มีบางอย่างที่แปลกแยกจากโลกตามธรรมชาติ
รูปแบบที่ง่ายที่สุดคือการผูกพันอยู่กับแม่ของเราเอง แต่การที่จะเติบโตขึ้น หมายความว่า เราต้องห่างเหินจากอ้อมอกของมารดา หากไม่ยอมออกห่างจากมารดา ฟรอมม์เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า การผิดประเวณีทางจิตวิทยา(psychological incest) เพื่อที่จะจัดการกับความยุ่งยากของโลกวัยผู้ใหญ่ เราต้องแสวงหาสังกัดที่ใหม่ และกว้างใหญ่ขึ้น เราต้องแสวงหาภราดรภาพ(brotherhood) (และภคินีภาพ) กับเพื่อนมนุษย์
           4. การรู้สึกว่าตนเองมีเอกลักษณ์(A sense of identity)
          "มนุษย์อาจจะถูกนิยามได้ว่าเป็นสัตว์ที่สามารถพูดได้" (p 62 of The Sane Society)ฟรอมม์เชื่อว่า พวกเราต้องการที่จะรู้สึกถึงอัตลักษณ์(Identity) แห่งปัจเจกบุคคล(individuality) เพื่อจะรักษาสมดลย์
บางครั้ง ความต้องการนี้ก็มีอำนาจผลักดันให้เราแสวงหามัน ตัวอย่างเช่น การทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มีสถานภาพหรือพยายามที่พยายามที่จะปรับตัวให้ได้มากที่สุด บางครั้งพวกเราก็ทำให้ชีวิตเราถดถอยลงเพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม แต่นี่เป็นเพียงอัตลักษณ์ที่จอมปลอม เป็นอัตลักษณ์ที่เราได้จากคนอื่น แทนที่จะเป็นอัตลักษณ์ที่เราพัฒนาขึ้นเองและ และอัตลักษณ์นั้นก็ไม่ได้สร้างความพึงพอใจให้เรา
           5. กรอบแนวคิด (A frame of orientation)
           สุดท้าย พวกเราต้องการที่จะเข้าใจและโลกและสถานที่ต่างๆ อีกครั้งสังคมของเราและโดยเฉพาะอย่างยิ่งแง่มุมทางศาสนาของวัฒนธรรมเรา ที่มักจะให้คำอธิบายสิ่งต่างให้เราทราบ หลายอย่าง อย่างเช่น ตำนาน ปรัชญา และศาสตร์ต่างที่ให้แนวคิดแก่เรา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น